Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 พม.จัดกิจกรรมยุติรรรงค์ความรุนแรง ภายใต้สโลแกน “ไม่กระทำ ไม่นิ่งเฉย ช่วยเหลือเมื่อพบเหตุ ร่วมยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว” เผยไทยติดอันดับโลกใช้ความรุนแรงมากสุด ปี 49 มีผู้ถูกกระทำรุนแรง 49 คนต่อวัน แนวโน้มการความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น 24-45%

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
วันนี้ เวลา 15.45 น.ลานเอเทรียม 1 สยามเซ็นเตอร์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จัดงานแถลงข่าว การจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2550 ภายใต้สโลแกน “ไม่กระทำ ไม่นิ่งเฉย ช่วยเหลือเมื่อพบเหตุ ร่วมยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว” โดยนายสุวิทย์ ขันธาโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เปิดเผยว่า พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ได้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันนี้ คือ 12 พ.ย.เป็นต้นไป ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นการสกัดกั้นความรุนแรงที่มีต่อเด็กสตรีและบุคคลในครอบครัว อันเนื่องมาจากการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อน เกี่ยวพันกับบุคคลใกล้ชิดมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากการทำร้ายร่างกายระหว่างบุคคลทั่วไป การใช้มาตรการทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้กับการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จึงไม่เหมาะสม

Photo Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at Photobucket“การมีกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว จึงมีความเหมาะสมกว่า เพราะจะทำให้สามารถกำหนดรูปแบบวิธีการและขั้นตอนให้ผู้กระทำผิดมีโอกาสกลับตัวและยับยั้งการกระทำผิดซ้ำ รวมทั้งสามารถรักษาสัมพันธ์อันดีไว้ในครอบครัวได้ ซึ่งจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2542 ได้กำหนดให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็นเดือนรณรงค์ยุติการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ เพื่อตระหนักถึงผลร้ายที่จะเกิดต่อคนในครอบครัว และสร้างกระแสการต่อต้านการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งทั่วโลกกำหนดให้วันที่ 25 พ.ย.เป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรง” 

นายสุวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรียังมีอย่างต่อเนื่องในสังคม อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวในปี 2549 จากสถิติของศูนย์ช่วยเหลือเด็กและสตรีในภาวะวิกฤตจากความรุนแรง(ศูนย์พึ่งได้) มีจำนวนผู้ถูกกระทำความรุนแรงทั้งสิ้น 15,882 คน อายุเฉลี่ยของผู้ถูกกระทำส่วนใหญ่ อยู่ระหว่าง 11-18 ปี รองลงมา คือ 18-35 ปี ซึ่งการกระทำความรุนแรงมากสุด คือ ร่างกาย รองลงมา คือ ทางเพศและผู้ที่กระทำความรุนแรงมากสุด คือ สามี รองลงมา คือ คนรู้จักและเพื่อน ทั้งนี้ สาเหตุที่ก่อให้เกิดความรุนแรง คือ การเมาสุรา และติดสารเสพติด รองลงมาคือ นอกใจ หึงหวง ทะเลาะ และเจตนาล่อลวง บังคับ Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ด้าน ศ.นพ.รณชัย คงสกลธ์ หัวหน้าโครงการหน่วยจัดการความรู้ความรุนแรงในครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลจากการสำรวจเมื่อปี 2548 พบว่า ใน 1 วัน จะมีผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว จำนวน 30 คน แต่ในปี 2549 เพิ่มขึ้นเป็น 44 คนต่อวัน ซึ่งการสำรวจนี้เฉพาะผู้ที่มารักษาตัวในโรงพยาบาลทั่วประเทศแต่ยังไม่ได้รวมผู้ที่ไม่ได้มารักษาตัว จากการสำรวจไทยมีเปอร์เซ็นต์ที่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น สูงถึง 25-45% ซึ่งติดอันดับต้นๆ ของโลก ในลำดับที่ 7-8 ทั้งนี้ เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากความรุนแรงข้อมูลเบื้องต้นจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่าใน 1 ปี ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 36,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากเทียบจีดีพีของไทย เทียบเท่า 1%
Photo Sharing and Video Hosting at PhotobucketPhoto Sharing and Video Hosting at Photobucket
ขณะที่ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นเครื่องมือที่จะทำให้รูปคดีมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเป็นการให้โอกาสผู้ที่กระทำผิดและผู้ถูกกระทำร่วมกันตัดสินใจ นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านสังคมวิทยาและจิตวิทยา เข้าร่วมกระบวนการในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหากผู้กระทำผิดมีสภาวะทางด้านจิตใจที่ไม่ปกติก็สามารถที่จะนำไปบำบัดเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว เป็นการคืนครอบครัวที่อบอุ่น ทั้งนี้ การกระทำความรุนแรงในครอบครัว จะมองเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ เพราะคนในสังคมทุกคนสามารถที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่เด็กและสตรีเหล่านั้น

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket  

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
โพสต์เมื่อ : 2007-11-13

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Comment

Comment:

Tweet